เลิกหิ้วถุงพลาสติก แปลงขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ยปลูกผักสวนครัว

ช่วงที่เปลี่ยนไปทำให้การกินอาหารในบ้านของแต่ละครอบครัวเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย อย่างเช่น เดี๋ยวนี้ไม่ว่าในต่างจังหวัดหรือในเมืองใหญ่มักไม่นิยมทำกับข้าวกินเอง แต่ว่าจำนวนมากเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปหรือซื้อแกงถุงจากตลาดหรือห้างมารับประทานที่บ้านแทน

ข้างหลังการกินแต่ละมื้อจะมีเศษอาหารจำนวนไม่ใช่น้อยแล้วก็ชอบเทเศษอาหารพวกนั้นใส่ถุงก๊อบแก๊บ
หูหิ้ว หรือถุงพลาสติก ก่อนนำไปทิ้งรวมกันในถังสำหรับใส่ขยะหน้าบ้าน แล้วก็กว่าที่รถยนต์เก็บขยะจะมาเก็บไปจัดแจงต่อก็บางทีอาจใช้เวลาผ่านวัน หรือนานเป็นอาทิตย์ เศษอาหารที่ทิ้งไปก็เลยเน่า ทั้งแปดเปื้อนกับขยะอื่นๆทั้งๆ
ซึ่งสามารถคัดขยะบางชนิดไว้ใช้ประโยชน์ต่อได้ ดังเช่น กระดาษ ขวดแก้ว ถุงก๊อบแก๊บจำพวกร้อน ขวดพลาสติก อื่นๆอีกมากมาย

เมื่อไม่มีการคัดขยะตั้งแต่ต้นทาง กรณีมีซาเล้งมาคุ้ยเขี่ยหาขยะขายหรือถูกหมาคุ้ย ถังใส่ขยะหน้าบ้านหรือรอบๆข้างถนนก็เลยกระจุยกระจายรวมทั้งส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วๆไป นำมาซึ่งการทำให้ถังที่มีไว้เพื่อใส่ขยะสาธารณะแปลงเป็นป่าช้าเพาะเชื้อโรคประจำชุมชนไปโดยปริยาย

ด้วยเหตุนั้นเอง คุณลุงดำ” นักปราชญ์ พระพรหมดินแดน คนประสานงานโครงข่ายอาสาสมัครรักษาทรัพยากรธรรมชาติและก็สภาพแวดล้อมหมู่บ้าน หรือ สมตำบลเทวดากระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดจังหวัดภูเก็ต ก็เลยมีแนวความคิดการจัดการขยะอินทรีย์โดยครอบครัว ด้วยการนำขยะอินทรีย์เหลือทิ้งในทุกวันไปทำปุ๋ยสำหรับปลูกผักสวนครัว ช่วงเวลาเดียวกันยังรณรงค์ให้มีการเลิกใช้ถุงก๊อบแก๊บ พร้อมกับชวนให้คนภายในชุมชนหันมาประกอบอาหารกินเอง หรือถ้าจำต้องซื้อของกินจากตลาดก็ให้นำภาชนะส่วนตัวไปด้วย แทนการหิ้วถุงก๊อบแก๊บกลับมาบ้าน

ตอนเริ่มแรกจะแจกกระป๋องพลาสติกมีฝาปิดสนิทให้คนภายในชุมชน ไว้สำหรับทิ้งขยะเศษอาหาร แล้วระบุวันเก็บรวบรวม เพื่อนำไปทำปุ๋ยคอก และก็น้ำหมักชีวภาพ สำหรับใช้รดต้นไม้ในชุมชนรวมทั้งที่บ้านตนเอง” คุณลุงนักปราชญ์ เล่าถึงแนวความคิดการจัดการขยะอินทรีย์

วิธีการทำถังหมักขยะอินทรีย์ตามแนวทางการของคุณลุงดำมิได้มีแนวทางการที่ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อน เพียงแต่นำถังใส่น้ำ ขนาดใส่ 200 ลิตร เจาะรูแล้วก็ร้อยท่อที่มีไว้เพื่อระบายอากาศออกสองด้าน และก็นำเศษใบไม้หรือต้นหญ้าแห้งปูพื้นไว้ตูดถัง หลังจากนั้นทุกๆวันสามารถนำเศษขยะอินทรีย์จำพวกเศษผักผลไม้ใส่ลงไป สลับกับเทเศษใบไม้หรือต้นหญ้าแห้งทับลงไปอีกชั้น ทำสลับกันระหว่างแห้งและก็แฉะ 2-3 วันครั้ง จนถึงเกือบจะเต็มถัง ปล่อยทิ้งเอาไว้ 2- 3 เดือน จะได้ปุ๋ยธรรมชาติประสิทธิภาพตามธรรมชาติ กรณีเทกองลงหมักบนพื้นก็ทำในลักษณะเดียวกัน

สำหรับเพื่อการทำน้ำหมักชีวภาพจะใช้สูตร 4 : 1 : 1 : 10 โน่นเป็นนำเศษผลไม้ใส่ถังขนาดพอดี มี เปลือกสับปะรดหรือเศษผลไม้อื่นๆกิโล น้ำ EM 1 โล กากน้ำตาล กก. แล้วก็น้ำ 10 กิโล ปล่อยทิ้งเอาไว้ 15 วัน ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้รถยนต์ต้นไม้แล้วก็ผัก ถ้าหากมีจำนวนขยะมากมายก็จะเพิ่มอัตราส่วนการดองให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เดี๋ยวนี้ คุณลุงดำ” ได้เปิดเป็นแหล่งทำความเข้าใจในชุมชนบ้านดอน กลุ่มที่ ตำบลเทวดากระษัตรี อำเภอถลาง เพื่อความรู้เรื่องการจัดการขยะอินทรีย์แก่บุคคลและก็ครอบครัว โดยนำขยะเศษจากคนภายในชุมชนมาทำปุ๋ยคอก ด้วยแนวความคิด ครอบครัว ถังเพิ่มไม่เต็ม

ปุ๋ยคอกที่พวกเราทำจะได้คุณภาพดี เนื่องจากมีธาตุอาหารจากซากจุลชีวัน ก่อนที่จะใส่ถุงจะใช้ตาข่ายร่อนเอาเศษกระดูกหรือเศษไม้ออกเพื่อได้ปุ๋ยที่มีความละเอียด เสมือนการบินร่อนทราย นำไปใส่ถุงแล้วดูดีราคาแพง ซึ่งขายอยู่กิโลละ 10 บาท แม้กระนั้นแนวทางการขายไม่ใช่เป้าหมายหลัก ก็เลยมิได้วางจำหน่ายตามตลาด แต่ว่าจะไปออกบูทตามคำเชิญชวนบางงาน เพื่อเป็นตัวอย่างรวมทั้งสร้างสิ่งจูงใจให้ราษฎรนำขยะเหลือทิ้งในครอบครัวทุกๆวันไปทำปุ๋ยธรรมชาติเอง

ส่วนปุ๋ยที่ขายได้จากการออกบูทจะนำเงินมาซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆแม้ส่วนราชการมาขอไปปลูกต้นไม้ ได้แก่ อบต. ก็ให้ฟรี ปีหนึ่งผลิตปุ๋ยได้ราว ตัน ถัดไปจะมานะผลิตให้ลดน้อยลง แต่ว่าจะย้ำการผลักดันและส่งเสริมให้ประชากรนำวิชาความรู้ไปทำเอง ผมก็เลยรับไปเป็นวิทยากรตามคำชักชวนของหน่วยงานต่างๆเพื่อความรู้มากกว่าวิธีการทำเอง การหาคนมาช่วยทำก็ยาก เพราะเหตุว่าเป็นงานสมัครใจ

คนตัวเล็กอย่าง คุณลุงดำ” มุ่งมาดว่า ถ้าทุกมื้อของกินของชาวไทย ไม่หิ้วถุงก๊อบแก๊บเข้าบ้าน และก็ สามารถจัดแจงเศษอาหารเหลือกินอปิ้งถูกตามหลัก Zero Waste น่าเชื่อถือว่าสภาพแวดล้อมแต่ละชุมชนจะดียิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถลดขยะถุงก๊อบแก๊บลงได้แทบครึ่งเดียวจากจำนวนที่ใช้กันอยู่ในตอนนี้